วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

photoshop cs6 การสร้างวีดีโอ

วีดีโอที่สร้างจากโปรแกรม Ps CS6
บทความในตอนนี้จะเขียนเกี่ยวกับ ศิลปะการสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Photoshop CS6 โดยใช้เครื่องมือ Timeline หลายคนคงถามว่าทำใมถึงจะสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Photoshop น่าจะใช้โปรแกรมสำหรับสร้างวีดีโอโดยตรง เช่น Adobe Premiere Pro ไม่ดีกว่าหรือ ตอบว่า ใช่ครับ แต่การสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Photoshop ก็มีเสน่ห์อยู่เหมือนกัน เพราะสามารถใช้เครื่องมือการปรับแต่งต่างๆ ของโปรแกรม Photoshop ซึ่งมีมากมาย และก็สุดยอดทั้งนั้น ช่วยเสริมในการสร้างวีดีโอให้สวยงาม และสามารถใช้ร่วมกับภาพที่เราปรับแต่งในโปรแกรมได้เลยไม่ต้องเสียเวลาเปิดไปมาระหว่างโปรแกรม แต่ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ ส่วนตัวผมถือว่าได้ฝึกการใช้เครื่องมือที่โปรแกรม Photoshop มีให้ และเพื่อให้เกิดความรู้ความสามารถใช้ได้หลากหลายโปรแกรม





ตรวจสอบก่อนเริ่มสร้างงานวีดีโอ
การใช้เครื่องมือ Timeline ในการสร้างวีดีโอนั้น ก่อนอื่นต้องเช็คระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานก่อนว่าสามารถรองรับได้หรือเปล่า เพราะการสร้างวีดีโอซึ่งผมว่าทุกโปรแกรมที่ใช้สร้างวีดีโอก็เหมือนกัน คือมันจะใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นคอมพิวเตอร์ของเราต้องมีสเปคค่อนข้างสูงถึงจะทำงานได้ราบรื่น และรวดเร็ว ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ควรจะเป็นระบบ 64 bits และมีแรมค่อนข้างสูง ควรจะมีขนาดไม่ต่ำกว่า 8 GB ถ้าคิดว่าสองอย่างนี้ผ่าน มาเริ่มการสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Photoshop CS6 กันเลยครับ

การปรับระบบโปรแกรม Photoshop ให้เหมาะกับการทำงานวีดีโอ
หลังจากที่ได้ตรวจสอบความพร้อมของระบบคอมพิวเตอร์กันแล้ว ตอนนี้ก็มาปรับระบบของโปรแกรม Photoshop ให้เหมาะสมกับการทำงานในส่วนของวีดีโอ ขณะที่สร้างชิ้นงานด้านวีดีโอควรปรับระบบให้สูงกว่าการทำงานในส่วนของการแต่งภาพปกติ เพราะการทำงานในส่วนของวีดีโอนี้จะใช้พื้นที่ของแรมในคอมพิวเตอร์ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วกับการทำงาน โดยให้ปรับที่ Preferences เลือก Performance และปรับในส่วนของแรมที่ให้โปรแกรมใชได้ Let Photoshop Use: ควรปรับตั้งให้ Photoshop ใช้พื้นที่แรมประมาณ 80% เป็นอย่างต่ำ และในส่วนของ Cache Tile Size ควรตั้งให้อยู่ที่ 1024K



โฆษณา
bn 6

ปรับพื้นที่การทำงาน Workspace 
เริ่มแรกขอให้เปลี่ยนพื้นที่การทำงานเป็นแบบ Motion การเลือกพื้นที่รูปแบบต่างๆ ผมว่าถ้าใครที่ได้อ่านบทความก่อนหน้าที่ผมเขียนคงทำกันได้แล้วนะครับ แต่ยังไงสำหรับคนที่เปิดมาอ่านบทความนี้เลย ก็ให้ทำการเปลี่ยน โดยไปเลือกที่โปรแกรมเมนู Window เลือก Workspace เลือก Motion หรือจะคลิกที่ปุ่ม Select a Workspace ซึ่งอยู่มุมบนขวา จะมีรายการแสดงออกมาแล้วเลือกจากตรงนี้ก็ได้ครับ ถ้าเปิดขึ้นมาแล้วยังไม่มีแถบ Timeline Panel ให้ไปที่เมนู Window เลือก Timeline เพราะถ้าสร้างชิ้นงานวีดีโอจะต้องใช้ Panel นี้ครับ

การกำหนดขนาดชิ้นงาน
ควรสร้างขนาดพื้นที่การทำชิ้นงานวีดีโอให้เหมาะกับ Popular Resolution ที่ใช้กันทั่วไป สำหรับขนาดที่นิยมใช้กันดูได้จากรายละเอียดนี้ครับ



ขนาดที่แนะนำคือ
Width : 1280 Pixels/Inch
Height : 720 Pixels/Inch
Size : HDV/HDTV 720p
Film RaTE : 29.97 
Resolution : 72 Pixels/Inch
Color Mode : RGB Color / 8bit
Background Contents : White
Color Profile : Don't color manage this document,
Pixel Aspect Ratio : Square

มาถึงตรงนี้ก็พร้อมทุกอย่างที่จะเริ่มการสร้างชิ้นงานวีดีโอกันแล้วนะครับ ผมจะเริ่มเขียนบทความการใช้งาน และเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบให้ละเอียดที่สุด 


การเปิดวีดีโอไฟล์เพื่อส่งเข้ามาในโปรแกรม Photoshop
ไม่จำเป็นต้องสร้างชิ้นงานเปล่าก่อนนะครับ สามารถทำได้โดยการคลิกที่ไอคอนรูปฟิล์มซึ่งอยู่ในส่วนของ Timeline เมื่อคลิกแล้วจะมีรายการเปิดแสดงขึ้นมา ให้เลือก Add Media จากนั้นทำการเลือกไฟล์วีดีโอที่เตรียมไว้ใน Hard Disk เพื่อโหลดเข้าสู่โปรแกรม Photoshop เมื่อไฟล์ถูกโหลดเข้ามาแล้ว จะแสดงเป็นแถบสีฟ้าในพื้นที่ของ Timeline บน Track ของ Video Group พร้อบกับชื่อของไฟล์จะแสดงที่ Track และที่เลเยอร์ พร้อมกับจะเห็นวีดีโอแสดงขึ้นมาในส่วนของพื้นที่แสดงงาน



ารใส่ไฟล์เสียงเข้ามาในโปรแกรม Photoshop
ทำได้โดยการคลิกที่ไอคอนรูปตัวโน๊ต ในส่วนของ Audio Track ซึ่งอยู่ถัดลงมาจาก Video Track เมื่อคลิกแล้วให้เลือก Add Audio แล้วทำขั้นตอนเดียวกับ Add Media ก็จะได้ Audio Track ซึ่่งจะแสดงเป็นแถบสีเขียว พร้อบกับชื่อของไฟล์







การเพิ่ม Video หรือ Audio Track 
ทำลักษณะเดียวกันกับการใส่ไฟล์ทั้งสองแบบ หรือจะใช้วิธีคลิกที่เครื่องหมาย + ซึ่งอยู่ท้าย Track แล้วเลือกไฟล์ก็ได้

การลบ Track คลิกที่ไอคอนรูปฟิลม์ หรือ ตัวโน๊ต ของแต่ละ Track เลือก Delete Track / Delete Audio Clip หรือจะใช้วิธีคลิกแถบของ Track แล้วกดปุ่ม Delete หรือคลิกที่เลเยอร์ของ Track แล้วกดปุ่ม Delete หรือลากมาที่ไอคอนถังซึ่งอยู่ด้านล่าง Layer Panel แต่ถ้ามี Video Track เพียง Track เดียวไม่สามารถลบได้ จะต้องนำ Track อื่นมาเพิ่มก่อนถึงจะทำการลบออกได้ (Audio Clip จะไม่มีเลเยอร์แสดงในส่วนของ Layer Panel)

การเลื่อน Track
ทำได้โดยการคลิกที่ Track นั้นค้างไว้ แล้วลากไปยังส่วนที่ต้องการให้แสดง

การเลือก Track
ทำได้โดยการคลิกเลือกที่ Track นั้นๆ หรือ คลิกที่เลเยอร์ของ Track ก็ได้เช่นกัน ถ้าต้องการเลือกมากกว่าหนึ่ง Track ทำได้สองแบบ

  • กรณี่ Track หรือ เลเยอร์อยู่ติดกัน ให้คลิกที่ Track หรือ เลเยอร์แรก แล้วกดปุ่ม Shift จากนั้นคลิก Track หรือ เลเยอร์สุดท้าย 
  • กรณี Track ไม่ติดกัน ให้คลิกที่ Track หรือ เลเยอร์แรก จากนั้นกดปุ่ม Ctrl แล้วคลิกเลือก Track หรือ เลเยอร์ ที่ต้องการจนครบ

วิธีการเปิดเพื่อเล่นวีดีโอ หรือ เพลง
ส่วนของ Timeline จะมีปุ่มต่างๆ เหมือนเครื่องเล่นวีดีโอ หรือ เพลงทั่วไป คิดว่าในส่วนนี้ทุกคนคงเข้ากันได้ไม่ยาก เมื่อนำไฟล์วีดีโอ และ เพลงเข้ามาที่โปรแกรมแล้ว ให้ทำการเปิดเล่นหนึ่งรอบ ก่อนเปิดให้ปิดปุ่ม Mute Audio Playback ก่อน จากนั้นกดปุ่ม Play และให้โปรแกรมได้เล่นจนจบหนึ่งรอบ ทั้งนี้เพื่อให้โปรแกรมได้จัดเก็บข้อมูลเข้าไปไว้ที่แรมของคอมพิวเตอร์ การทำเช่นนี้เพราะการปรับแต่งวีดีโอนั้น จะต้องทำการเลื่อน Play Head ไปมาอยู่ตลอดเพื่อดูชิ้นงาน หลังจากทำเช่นนี้แล้วจะทำให้ การเลื่อน Play Head รวดเร็วขึ้น ในการเล่นครั้งต่อไปก็สามารถเปิดปุ่ม Mute Audio Playback ได้



การเลื่อน Play Head
จากรูปด้านบนให้สังเกตุจะมีเส้นสีแดงพาดผ่าน Track และที่หัวของเส้นสีแดงซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมสีฟ้าคว่ำลง ส่วนนี้จะเรียกว่า Play Head เมื่อต้องการดูชิ้นงานในช่วงเวลาใด ทำได้โดยการเลื่อน Play Head ไปยังส่วนนั้น วิธีการเลื่อนทำได้โดยคลิกที่หัวของ Play Head โดยตรงแล้วลากไปยังส่วนนั้น

การเปิดใช้งาน / การใส่ Comment 
ในการสร้างชิ้นงานวีดีโอ มีหลายจุดที่ต้องการปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือเพิ่มเติม การสร้าง Comment ไว้ในจุดนั้นๆ เพื่อเป็นการเตือนว่าจะต้องทำอะไรกับส่วนใดบ้างจะได้ไม่ลืม
  • การเปิดใช้งาน ทำได้โดยการคลิกที่ปุ่มลูกศรคว่ำที่อยู่บนแถบด้านขวาของ Timeline เลือก Show เลือก Comment Track ก็จะเห็น Track ของ Comment แสดงขึ้นมาเหนือ Video Group Track
  • การใช้งาน เมื่อต้องการใช้งานที่ส่วนใด ให้เลื่อน Playhead ไปไว้ที่ส่วนนั้นก่อน แล้วคลิกปุ่ม Enable Comments ซึ่งอยู่บน Track Comment ก็จะได้หน้าต่าง Edit Timeline Comment แสดงขึ้นมา ให้ทำการพิมพ์ Comment ที่ต้องการ เมื่อสร้าง Comment แรก ปุ่ม Enable Comments จะกลายเป็นปุ่ม Remove Existing Comments ใช้สำหรับการ Remove Comment ที่สร้างไว้ทั้งหมดบน Comment Track
  • การเพิ่ม Comment ในจุดต่อไป ให้เลื่อน Playhead ไปที่จุดนั้นก่อน แล้วคลิกที่ปุ่ม Add or remove Comment at playhead ซึ่งจะแสดงเป็นจุดสีเหลืองบน Comment Track 
  • การลบ Comment เพียงจุดใดจุดหนึ่ง ให้เลื่อน Playhead ไปที่จุดที่สร้าง Comment ไว้ก่อนแล้วคลิกจากนั้นให้มาคลิกที่ปุ่ม Add or remove Comment at playhead ก็จะทำลบเฉพาะ Comment จุดนั้นทิ้ง
  • การเลื่อนปุ่ม Comment ทำได้โดยการคลิกที่ปุ่มนั้นๆ แล้วลากไปไว้ยังส่วนที่ต้องการเปลี่ยนที่ พร้อมทั้งจะมีแถบแสดงเวลาให้เห็นด้วย



เทคนิค กดปุ่ม Shift + คลิกเลื่อน Play Head จะทำให้เมื่อเลือนแล้วจะ Snap กับปุ่ม Comment ได้ดี



การเปิดไฟล์วีดีโอจากโปรแกรม Bridge เพื่อส่งเข้าโปรแกรม Photoshop ทำได้ 3 วิธี
  1. ทำได้โดยเปิดโปรแกรม Bridge แล้วเลือกไฟล์วีดีโออย่างน้อยสองไฟล์ แล้วไปที่โปรแกรมเมนู Tools เลือก Photoshop เลือก Load Files into Photoshop Layers 
  2. คลิกเลือกไฟล์จากโปรแกรม Bridge แล้วลากเข้าโปรแกรม Photoshop โดยตรง การทำเช่นนี้มีผลดีคือจะเปลี่ยนเลเยอร์ให้เป็น Smart Object Layer ให้ทันที
การใช้คีย์ลัด Shortcut Keys
คงรู้กันแล้วนะครับว่าการทำงานกับโปรแกรม Photoshop คีย์ลัดมีส่วนช่วยให้การสร้างชิ้นงานให้เกิดความรวดเร็ว และสะดวกมาก การทำวีดีโอก็มีคีย์ลัดหลายรูปแบบให้ได้ใช้เช่นกัน ก่อนที่จะใช้คีย์ลัดได้ ต้องทำการเปิดคำสั่งอนุญาตให้ใช้ก่อน โดยคลิกที่ปุ่มลูกศรคว่ำบนแถบของ Timeline เลือก Enable Timeline Shortcut Keys
  • คีย์ลัดที่ใช้กับ Playhead ใช้ปุ่มลูกศรบนคีย์บอร์ดกับ Playhead ในรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้
    • การเลื่อนเฟรม 
      • ซ้าย = กดหนึ่งครั้งจะทำการเลื่อนทางซ้ายครั้งละ 1 เฟรม
      • ขวา = กดหนึ่งครั้งจะทำการเลื่อนทางขวาครั้งละ 1 เฟรม 
ทั้งสองแบบนี้ถ้ากดปุ่ม Shift ร่วมด้วยจะเลื่อนได้ครั้ง 10 เฟรม ถ้ากด Shift แล้วกดปุ่ม Previous frame หรือ Next frame จะเลื่อนได้ครั้งละ 1 วินาที
    • การเลื่อน Track ให้ทำการคลิก Track ที่ต้องการเลื่อน Playhead 
      • ขึ้น = Playhead  จะเลื่อนไปที่ส่วนต้นของ Track 
      • ลง = Playhead  จะเลื่อนไปที่ส่วนปลายของ Track 
      • ปุ่ม Home =  Playhead  จะเลื่อนไปที่ไปจุดเริ่มต้น Track 
      • ปุ่ม End = Playhead  จะเลื่อนไปที่ไปจุดสุดท้าย Track
  • ขณะที่เปิด Play สามารถใช้ Spacebar สลับเป็นการ Play และ Stop ได้

การเปลี่ยนชื่อเลเยอร์ 
วิธีการเปลี่ยนชื่อของเลเยอร์นั้นทำเหมือนกับการเปลี่ยนชื่อเลเยอร์ปกติของการปรับแต่งภาพในโปรแกรม Photoshop แต่จะต่างกันตรงที่ ชื่่อที่แสดงบนเลเยอร์จะไปแสดงอยู่บน Track ด้วย เพื่อเป็นการสื่อกันระหว่าง Layer กับ Track

การเปลี่ยนลำดับของ Video Track และ Audio Clip
ทำได้โดยการคลิกที่ Video Track หรือ Audio Clip นั้นโดยตรง แล้วลากไปวางในส่วนที่ต้องการ หรือ จะใช้คลิกที่เลเยอร์แล้วเปลี่ยนลำดับก็ได้ (ใช้ได้เฉพาะเลเยอร์วีดีโอ) ลำดับของเลเยอร์ที่อยู่ล่างสุดจะเท่ากับอันดับแรกสุดของ Video Track

การเพิ่ม หรือ ลด Frame ใน Track
ทำโดยนำเม้าส์ไปวางไว้ตรงส่วนต้น หรือส่วนปลายของ Track จะเห็นเครื่องหมายวงเล็บพร้อมลูกศรพาดอยู่บนเครื่องหมายวงเล็บ
  • ถ้าคลิกแล้วลากไปทางซ้ายจากส่วนต้นของ Track จะเป็นการเพิ่ม 
  • ถ้าคลิกแล้วลากไปทางขวาจากส่วนต้นของ Track จะเป็นการลด
  • ถ้าคลิกแล้วลากไปทางซ้ายจากส่วนปลายของ Track จะเป็นการลด
  • ถ้าคลิกแล้วลากไปทางขวาจากส่วนปลายของ Track จะเป็นการเพิ่ม
ขณะที่ทำการลากจะมีหน้าต่างแสดงภาพ พร้อมบอกเวลาแสดงขึ้นมาให้เห็นด้วย เวลาด้านซ้ายคือเวลาที่ทำการลดหรือเพิ่ม เวลาด้านขวาคือเวลาของ Track ที่เหลือ

การสลับการแสดงระหว่างตัวเลข เวลา และ เฟรม ทำได้โดยการกดปุ่ม Alt แล้วคลิกที่ตัวเลขที่แถบด้านล่างของกรอบ Timeline จากภาพด้านล่างคือส่วนที่สามจากซ้าย คลิกแต่ละครั้งจะสลับเปลี่ยนระหว่างการแสดงเป็นเวลา และ การแสดงเป็นจำนวนเฟรม บนแถบเดียวกับ Playhead ทั้งนี้เพื่อให้ตรงกับความต้องการของแต่ละชิ้นงาน

เมื่อนำเม้าส์ไปยังส่วนของตัวเลข จะเห็นเม้าส์เปลี่ยนเป็นเส้นแนวนอนพร้อมกับมีหัวลูกศรทั้งสองด้านทีส่วนปลายของเส้นนี้ ไว้ใช้สำหรับคลิกแล้วลากเลื่อน Playhead หรือเรียกว่าเป็นการ Scrub to set time



การกำหนด Time และ Frame 
ขั้นแรกให้เลื่อน Playhead มาถึงส่วนที่ต้องการกำหนด โดยดูจากได้จากตัวเลขเวลา หรือ เฟรมที่แสดงอยู่ที่ด้านล่างของกรอบ Timeline แต่ถ้าต้องการความรวดเร็ว ให้ดับเบิ้ลคลิกที่แถบตัวเลข จะมีหน้าต่าง Set Current Time หรือ Set Current Frame  แสดงขึ้นมา ให้พิมพ์ตัวเลขที่ต้องการ จะทำให้ Playhead เลื่อนไปยังส่วนที่ต้องการทันที



การตัด Frame
ทำได้โดยให้วาง Playhead ตรงส่วนที่ต้องการตัดใน Track นั้นๆ จากนั้นกดไอคอนรูปกรรไกร Track ที่ถูกตัดก็จะแยกออกเป็นสองส่วน หรือ สอง Track

การใส่ Effect ให้กับ Track มีด้วยกันหลายแบบ เช่น การใส่ Motion, Animation, Transition, Filter

การใส่ Motion (Pan and Zoom)
คือการใส่่ Effect  ให้กับภาพ ประเภทของ Motion ได้แก่ Pan, Zoom และ Rotate การเลือก Motion ทำได้โดยคลิกที่ปุ่มลูกศรที่อยู่มุมบนขวาของ Track ภาพนั้น เมื่อคลิกแล้วหน้าต่าง Motion จะแสดงขึ้น ให้เลือกประเภทของ Motion เมื่อเลือกรูปแบบของ Motion แล้ว ต้องไปปรับภาพให้ตรงกับการเลือก Motion นั้นด้วย เช่น ถ้าเลือก Zoom แบบ Zoom in ก็ต้องทำการ Transform ภาพโดยทำ Transform จากใหญ่ไปเล็ก แบบนี้เป็นการทำให้เกิด Motion แบบ Zoom In เป็นต้น



การใส่ Animation Transform, Opacity and Style
ทำโดยคลิกที่ปุ่มลูกศร ที่อยู่มุมบนซ้ายของแต่ละ Track เพื่อขยายแถบของ Track ออกมา จากนั้นให้คลิกที่ไอคอน Stop Watch เพื่อ Enable keyframe Animation ที่อยู่ในแถบของแต่ละ Animation

ขั้นตอนต่อไปให้กำหนดจุดเริ่มต้น และ สิ้นสุด ที่ต้องการให้แสดง โดยการคลิกที่ปุ่มสี่เหลี่ยมที่อยู่ในแถบเดียวกัน คลิกแต่ละครั้งเป็นการใส่ Key Frame ของแต่ละตัว ก่อนทำการคลิกให้เลื่อน Playhead ไปยังจุดที่ต้องการใส่ Key Frame ก่อน และเมื่อคลิก จุดนั้นก็จะแสดงขึ้นมาตรงที่นำ Playhead ไปวางไว้

Track แต่ละแบบ จะมี Animation เฉพาะของ Track เช่น Track ของ Text ก็จะมีรายการ Animation ของ Text วีดีโอ ก็จะมีรายการ Animation ของวีดีโอ

เมื่อกำหนดได้แล้ว การสร้าง Animation แต่ละแบบก็ต้องไปสร้างขึ้นมาเอง เช่น ถ้าจะใส่ Opacity Animation ก็จะต้องไปตั้งค่าปรับ Opacity ที่ส่วนของ Opacity ซึ่งอยู่ในส่วนของ Layer Panel คิดว่าถ้าเคยใช้โปรแกรม Photoshop ในการแต่งภาพก็น่าจะทำได้ เพราะการทำมีลักษณะเดียวกัน

การลบ Keyframe
ให้คลิกที่เครื่องหมายของ Keyframe นั้น แล้วกดปุ่ม Delete

การใส่ Transition (Fade and Cross)
ทำได้โดยการคลิกปุ่มสี่เหลี่ยมซึ่งอยู่ถ้ดจากไอคอนรูปกรรไกร เมื่อคลิกที่ไอคอน Transition แล้ว ให้เลือกรูปแบบของ Transition ซึ่งมีด้วยกันหลายแบบ จากนั้นทำการคลิกแล้วลากมาไว้ใน Track ซึ่งวางได้สองส่วนคือ ส่วนต้น และ ส่วนท้ายของ Track

สามารถกำหนดเวลาการแสดง Transition ได้โดยการเลือกเวลาในส่วนของ Duration ซึ่งอยู่ถัดลงมาจากรายการของ Transition โดยการเลื่อนแถบแสดงเวลานั้น

ถ้าต้องการเปลี่ยนรูปแบบ Transition และเวลา ภายหลังจากที่ได้วางรูปแบบไว้บน Track แล้วทำได้โดยคลิกขวาที่สัญญลักษณ์ของ Transition ที่แสดงอยู่บน Track นั้น หน้าต่าง Transition ก็จะแสดงขึ้น เพื่อให้ทำการปรับเปลี่ยนได้

การลบ Transition 
ทำได้โดยคลิกที่สัญญลักษณ์ของ Transition แล้วกด Delete หรือ คลิกขวาทึ่สัญญลักษณ์ Transition แล้วกดไอคอนรูปถังที่แสดงอยู่ในหน้าต่างของ Transition

การใส่ Filter ให้กับเลเยอร์วีดีโอ
จะต้องเปลี่ยนเลเยอร์นั้นให้เป็น Smart Object ก่อน ไม่นั้น Filter จะแสดงให้เห็นเพียงหนึ่งเฟรมเท่านั้น

เทคนิค สามารถใส่ Mask, Smart Object, Text, Filter and Adjustment ต่างๆ ให้กับเลเยอร์วีดีโอ เหมือนกับการใส่ให้กับภาพ

การใส่ต้วหนังสือในการทำวีดีโอ (Text Adding) 
เริ่มแรกต้องใช้เครื่องมือเพื่อช่วยกำหนดขอบเขตพื้นที่สำหรับการใส่ตัวหนังสือ โดยการใช้เครื่องมือซึ่งอยู่ในส่วนของ Action Panel มาช่วย วิธีเปิดเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมเมนู Window เลือก Action จากนั้นหา Action / Title Safe Overlay แล้วกดปุ่ม Play ก็จะได้เลเยอร์  Safe Title Overlay ขึ้นมาพร้อมกับสร้างเส้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Title Safe กับ Action Safe สำหรับพื้นที่ใส่ตัวหนังสือให้ใส่อยู่ภายในกรอบของ Title เท่านั้น เพราะ Action Safe คือพื้นที่สำหรับเก็บ Key Graphic element จากนั้นก็เลือกเครื่องมือ Type และทำการสร้างตัวหนังสือขึ้น รวมทั้งถ้าต้องการใส่ Effect ต่างๆ ก็ทำได้ตามต้องการ





ขั้นตอน Pre-Export
ก่อนที่จะการ Export ชิ้นงาน ควรที่จะทำการตรวจทุกส่วนในชิ้นงานอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไขชิ้นงาน และทำขั้นตอน Export อีกครั้งซึ่งใช้เวลาพอสมควร เช่น ควรจะทำการตรวจเช็คการสะกดคำโดยใช้เครื่องมือตรวจสอบการสะกดคำ เพื่อตรวจสอบในส่วนของตัวหนังสือว่ามีพิมพ์ผิดหรือเปล่า โดยคลิกที่เลเยอร์ตัวหนังสือ แล้วไปที่โปรแกรมเมนู Edit เลือก Check Spelling หรือจะใช้วิธีคลิกที่ตัวหนังสือ แล้วคลิกขวา จากนั้นเลือก Check Spelling อย่าลืมตั้งค่าภาษาเป็น English: USA ใน Character Panel ก่อนนะครับ จากนั้นก็ไล่เช็คในส่วนต่างๆ ของแต่ละ Track เช่น ตรวจสอบการจัดวาง Effect, Animation

การ Export วีดีโอ
ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากสร้างชิ้นงานวีดีโอเสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตอนที่จะนำออกแสดง โดยการทำ Export เพื่อเก็บเป็นไฟล์วีดีโอ การทำ Export โดยโปรแกรมเมนู File เลือก Export เลือก Render Video ให้ทำการตั้งค่าต่างๆ ตามรายละเอียดที่แสดงไว้ให้ในแต่ละส่วน


  • Name ทำการตั้งชื่อไฟล์
  • Select Folder เลือกที่ และ โฟลเดอร์ที่จะเก็บ
  • Create New Subfolder ถ้าไม่สร้าง Subfolder ไม่ต้องคลิกเลือก
  • Adobe Media Encoder จะเลือก Adobe Media Encoder หรือ Photoshop Image Sequence (ใช้สำหรับกรณีที่ Project ใหญ่มากๆ ถ้า Default ก็เลือก Adobe)
  • Format 
    • DPX เหมะสำหรับ Graphic ที่มี Color Range และ High Quality ที่สวยงาม สำหรับอุตสาหกรรมทำหนัง ถ้าเลือก Quicktime หรือ Window media ก็จะดีกว่า
    • H.264 สำหรับใช้กับเว็บ Multimedia and advance applicatins ส่วนมากจะตั้งเป็นตัวนี้
    • Quick Time หรือ Window Media เป็นโปรแกรมเสริมที่สามารถโหลดมาเพิ่มได้ ถ้าไม่มีสองรายการนี้ ต้องไป Setting ใน Adobe Media Encoder ก่อน
  • Preset เลือก High Quality ถ้าเลือกเป็น Medium จะช่วยลดขนาดไฟล์ หรือ Uncompress หรือตามแต่ประเภทที่ต้องการใช้
  • Size ให้เลือกเป็น Document Size ขนาดจะเท่ากับชิ้นงานที่ได้ตั้งค่าไว้
  • Frame Rate เลือก Document Frame Rate จะได้เหมือนกับชิ้นงานที่เรากำหนดไว้ ไม่ควรตั้งค่าเอง
  • Field Order เลือก Default ที่ Preset (Progressive) 
  • Aspect เลือก Default ที่ Document (1.0)
  • Color Manage ให้คลิกเลือกตัวนี้ด้วย
  • Range เลือก All Frame ปกติจะใช้ตัวนี้ เพราะเวลาทำ Export ส่วนมากจะเลือก Frame ทั้งหมด
  • Render Option ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องเมื่อทำการเลือกเป็นแบบ Photoshop Image Sequence จะทำให้สามารถใช้โปรแกรมอื่นเพื่อแก้ไขชิ้นงานได้ เช่น โปรแกรม Premiere Pro หรือ Fnal Cut
  • 3D Quality ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 3D ในการสร้างวีดีโอ ไม่ต้องเลือก ปล่อยตามค่า Default ที่ Interactive

เทคนิคทั่วไป
ปกติเมื่อคลิกที่ Track ใด จะยังไม่มีภาพของ Track นั้นแสดงให้เห็นจนกว่า Playhead จะมาอยู่บน Track นั้น การทำให้ภาพแสดงขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้กดปุ่มลูกศรชี้ขึ้นบนคีย์บอร์ด เพื่อเป็นการสั่งให้ Playhead วิ่งมาอยู่ที่ต้น Track นั้น

ภาพที่ใช้ร่วมกับการสร้างวีดีโอ ควรปรับให้มีขนาดใหญ่กว่า Canvas เพราะถ้ามีการใส่ Effect หรือ Animation ให้กับภาพ จะต้องมีการปรับตำแหน่งภาพนั้นให้เหมาะสมกับการใส่ Effect หรือ Animation ต่างๆ

การใส่ไฟล์ภาพร่วมกับการสร้างงานวีดีโอ ให้ใช้วิธีการเปิดใส่ภาพโดยใช้โปรแกรมเมนู File เลือก Place หรือลากโดยตรงจากโปรแกรม Bridge จะทำให้ภาพที่ใส่เข้ามาถูกแปลงเป็น Smart Object

การตั้งค่า Timeline Frame rate ให้คลิกที่ปุ่มลูกศรบนแถบ Timeline (ตัวเลข Timeline frame rate จะอยู่ถัด
จากตัวเลขเวลา ที่แถบด้านล่าง)


การปรับขนาด Track ทำได้โดยการคลิกที่ปุ่มลูกศรบนแถบ Timeline แล้วเลือก Panel Option เลือกขนาดที่ต้องการ


สีตัวเลขของ Frame Rate ขณะที่ Play จะเห็นตัวเลขของ Frame Rate แสดงตามไปด้วย ถ้าเป็นสีเขียวแสดงว่า Frame นั้นถูกเก็บไว้ที่แรมแล้ว

สามารถทำการลากเลเยอร์ หรือ Track ข้ามชิ้นงานได้โดยการคลิกลากโดยตรง

ถ้าจะแก้เสียงใน เลเยอร์ Smart Object ต้องเข้าไปแก้ในต้นฉบับ

สำหรับชิ้นงานวีดีโอที่มี Track, Effect และ Animation  มาก ให้เลือกคำสั่ง Allow Frame Skipping โดยคลิกที่ปุ่มลูกศรบนแถบ Timeline จะทำให้การลาก Play Head ได้เร็วขึ้น


ระบบ H.264 และ Quicktime เป็นระบบที่นิยมใช้กันมาก ซึ่งระบบของ Apple, Android Phone , Blue-ray, Web Delivery และ ระบบของ YouTube include sound จะรองรับระบบนี้ทั้งนั้น ระบบนี้เมื่อบันทึกแล้วจะรวมระบบเสียงไว้ด้วย



เป็นไงบ้างครับ รู้สึกสนุกกับการสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Photoshop กันบ้างหรือยัง ถ้ารู้สึกสนุกและอยากสร้างวีดีโอให้มีความหลากหลายกับเครื่องมือการสร้าง และเทคนิคเฉพาะสำหรับการสร้างวีดโอ แนะนำให้อ่านการสร้างวีดีโอด้วยโปรแกรม Premiere Pro CS6 ที่ผมได้เขียนไว้อีกบทความได้ครับ















2 comments:

  1. ขอบคุณครับ เข้าใจง่ายและละเอียดดีมาก

    ตอบลบ
  2. ผมเปิดวีดีโอไม่ได้ครับมันฟ้องว่า Could not complete your request because DynamicLink is not available

    ตอบลบ